Elkonin Hotel
โดยทีม TopOfHotel
Elkonin คือ การได้นอนในตึก landmark ปี 1913 ที่บูรณะแบบ haute-design ฝรั่งเศสกลางย่านที่โรแมนติกที่สุดของเทลอาวีฟ พร้อมรูฟท็อปพูลวิวทะเลเมดิเตอร์เรเนียน — เด่นที่เสน่ห์ตึกประวัติศาสตร์และดีเทลงานฝีมือ มากกว่าขนาดล็อบบี้
Elkonin คือ การได้นอนในตึก landmark ปี 1913 ที่บูรณะแบบ haute-design ฝรั่งเศสกลางย่านที่โรแมนติกที่สุดของเทลอาวีฟ พร้อมรูฟท็อปพูลวิวทะเลเมดิเตอร์เรเนียน — เด่นที่เสน่ห์ตึกประวัติศาสตร์และดีเทลงานฝีมือ มากกว่าขนาดล็อบบี้
รีวิวเชิงลึก
ห้องพักและงานบูรณะ
เดินเลี้ยวเข้าซอย Mazal Arie ในใจกลาง Neve Tzedek แล้วเงยหน้ามอง — คุณจะเห็นตึกสีครีมสามชั้นยืนสง่าด้วยระเบียงเหล็กดัดและซุ้มโค้งหินที่ดูเหมือนหลุดมาจากปารีสมากกว่าตะวันออกกลาง นี่คือตึก landmark ที่ออกแบบโดย Yehuda Magidovitch หนึ่งในสถาปนิกผู้บุกเบิกเทลอาวีฟตั้งแต่ปี 1913 ตอนที่เมืองนี้เพิ่งเริ่มก่อร่าง ปี 2022 ตึกหลังนี้ถูกฟื้นชีวิตใหม่โดยทีมสตูดิโออิสราเอลระดับท็อปอย่าง Pitsou Kedem ร่วมกับ Baranowitz Amit ที่ทุ่มเทเก็บของเดิมไว้แทบทุกชิ้นที่ทำได้ — พื้นโมเสกลายดอก คานไม้เก่า ซุ้มประตูโค้งสูง และระเบียงเหล็กดัดประดับลวดลายอ่อนช้อย แล้วค่อย ๆ ใส่ความ haute-design ฝรั่งเศสเข้าไปอย่างพิถีพิถัน หินอ่อน Carrara ไม้โอ๊กธรรมชาติ ทองเหลืองด้าน ๆ และผลงานศิลปะของศิลปินอิสราเอลร่วมสมัยที่ถูกเลือกมาวางในตำแหน่งที่พอดี ห้องพักทั้ง 11 ห้อง (รวม Suite และ Penthouse) ออกแบบเฉพาะตัวไม่ซ้ำกันแม้แต่ห้องเดียว เตียงคิงไซส์ผ้าปูทอฝรั่งเศส ห้องน้ำหินอ่อนพร้อมของใช้ Aēsop และมินิบาร์ที่คัดเครื่องดื่มท้องถิ่นมาให้ลอง รีวิวจำนวนมากบรรยายช่วงเวลาเดินเข้าห้องครั้งแรกว่า "รู้สึกเหมือนเข้าไปในบ้านของเพื่อนระดับนักสะสมงานศิลป์มากกว่าโรงแรม" — และนั่นแหละคือเสน่ห์ที่ทำให้ Elkonin ไม่เหมือนโรงแรมใหม่ทั่วไปในเมืองนี้
รูฟท็อปและสิ่งอำนวยความสะดวก
ถ้าจะมีหัวใจสักดวงของโรงแรมนี้ ก็คงเป็น ดาดฟ้า ที่ขึ้นลิฟต์ไปแล้วอ้าปากค้าง — สระน้ำขนาดกะทัดรัดล้อมด้วยเตียงอาบแดดและร่มผ้าใบสีเอิร์ธโทน บาร์ค็อกเทลโทนทองเหลืองที่เปิดต้อนรับช่วงเย็น และวิวที่กวาดสายตาไปได้ทุกทิศ — ด้านหนึ่งคือหลังคากระเบื้องสีอิฐของ Neve Tzedek ที่ทอดเป็นชั้น ๆ อีกด้านคือเส้นขอบฟ้าของย่านใหม่ใจกลางเมือง และสุดสายตาคือทะเลเมดิเตอร์เรเนียนสีฟ้าสด ๆ ช่วงพระอาทิตย์ตกราวห้าโมงครึ่งถึงหกโมงเย็น แสงสีทองจะทาบลงบนหลังคาเก่าทั้งย่านจนเหมือนภาพวาด รีวิวยกให้เป็นจุดจิบไวน์ที่ "โรแมนติกจนพูดไม่ออก" ลงมาที่ล็อบบี้คือบาร์เล็ก ๆ ทึบขรึมแบบสปีคอีซีกับห้องอ่านหนังสือมุมโซฟาหนังที่ใครจะลงมาจิบเอสเปรสโซตอนเช้าหรือคอนยัคตอนดึกก็ได้ทั้งวัน อาหารเช้า ไม่ใช่บุฟเฟ่ต์ทั่วไป แต่เป็นเมนู a la carte ส่วนตัวที่ทำสดทุกจาน ไข่ shakshuka ขนมปังคาราเมลกับชีสจากฟาร์มกาลิลี ผลไม้ตามฤดู เครื่องดื่มสด ๆ เสิร์ฟในห้องอาหารเล็ก ๆ ที่บรรยากาศเหมือนนั่งกินที่บ้านเพื่อน ไม่มีสปาเต็มรูปแบบในตัว แต่ concierge ช่วยจองสปาในย่านใกล้เคียงให้ได้ และโรงแรมขนาดเล็กแบบนี้กลับให้ความรู้สึก "private retreat" ที่หาจากโรงแรมเชนใหญ่ไม่ได้
ทำเล Neve Tzedek
ทำเลคืออีกหนึ่งจุดที่ทำให้ Elkonin พิเศษมาก — Neve Tzedek คือย่านที่เก่าแก่ที่สุดของเทลอาวีฟ ก่อตั้งปี 1887 ก่อนตัวเมืองอย่างเป็นทางการจะเกิดด้วยซ้ำ ตรอกแคบ ๆ บ้านสีพาสเทล ระเบียงเหล็กดัด และต้นบูเกนวิลเลียร่วงกลีบเป็นพรมสีชมพูตามทาง บรรยากาศเหมือนเดินอยู่ในเลฟต์แบงก์ของปารีสผสมหมู่บ้านเมดิเตอร์เรเนียน เปิดประตูโรงแรมออกมา 3 นาทีก็ถึง Suzanne Dellal Center ศูนย์รวมโรงละครและศูนย์เต้นสมัยใหม่ระดับโลก เดินไปอีกนิดคือถนน Shabazi ที่เรียงรายด้วยคาเฟ่บูทีค ร้านดีไซเนอร์อิสราเอล แกลเลอรีเล็ก ๆ และร้านขนมรุ่นเก่าให้แวะเดินทั้งเช้าทั้งเย็น เดินต่อ 12 นาทีถึง Banana Beach ริมเมดิเตอร์เรเนียนที่นั่งดูพระอาทิตย์ตกเหนือทะเลได้ฟิน ๆ และอีก 10 นาทีถึง ตลาด Carmel ตลาดอาหารหลักของเมืองที่อยากกินอะไรก็มี จะนั่งแท็กซี่ไปย่าน Jaffa เก่า สนามบิน Ben Gurion (TLV) หรือสถานีรถไฟกลางเมืองก็สะดวก ราว 7–25 นาทีตามจุดหมาย ใครชอบทริปแบบเดินสำรวจเมืองด้วยเท้า แวะคาเฟ่ แวะแกลเลอรี ปิดท้ายด้วยมื้อค่ำในร้าน tasting menu เล็ก ๆ และกลับมาแช่สระชมวิวทะเล — ที่นี่ตอบโจทย์แบบเต็มสิบ
ข้อที่อยากให้รู้ก่อนจอง
พูดกันตรง ๆ เพื่อช่วยตัดสินใจ ข้อแรกที่ต้องเข้าใจคือ นี่คือบูทีคในตึกประวัติศาสตร์ปี 1913 ห้องส่วนใหญ่จึงไม่ได้กว้างขวางแบบโรงแรมใหม่ ห้อง Classic ขนาดประมาณ 22–28 ตารางเมตร พอกระเป๋าใบใหญ่สองใบเริ่มแน่น คนที่อยากได้พื้นที่สบาย ๆ ควรอัปเกรดเป็น Suite หรือ Penthouse ที่กว้างกว่าและบางห้องมีระเบียงส่วนตัวมองทะเล ข้อสองคือ ราคาเริ่มต้น ฿16,500/คืน ถือว่าสูงสำหรับเทลอาวีฟ และที่นี่ไม่มีสปาเต็มรูปแบบ ฟิตเนสในตัว หรือร้านอาหารใหญ่แบบเชน 5 ดาว ใครชอบโรงแรมที่ใช้ทุกฟาซิลิตี้ทั้งวันอาจรู้สึกว่าสิ่งอำนวยความสะดวกในตัวจำกัด ที่นี่เน้นประสบการณ์บูทีคและทำเลมากกว่าฟังก์ชันครบเครื่อง ข้อสามคือเรื่อง การเดินทาง เพราะ Neve Tzedek เป็นย่านเก่าตรอกแคบ รถใหญ่เข้าลำบาก แท็กซี่มักต้องจอดปากซอยให้คุณเดินเข้ามาราว 1 นาที ที่จอดรถสาธารณะรอบ ๆ ก็หายากโดยเฉพาะวันธรรมดา ใครเช่ารถมาเองควรวางแผนเรื่องจอดล่วงหน้า สุดท้ายคือ Neve Tzedek หลังหนึ่งทุ่มของวันสุดสัปดาห์จะคึกคักจากนักท่องเที่ยวเดินเล่นและร้านเปิดดึก คนหลับยากแนะนำขอห้องด้านในของอาคารไว้
สรุปจากทีมเรา
จากที่ทีมเรานั่งไล่อ่านรีวิวจริงหลายร้อยเสียง Elkonin Hotel คือโรงแรมที่ขาย "เสน่ห์ของตึก landmark ปี 1913 + ดีไซน์ haute-couture ฝรั่งเศสผสมงานช่างอิสราเอล + ทำเลใจกลางย่านที่โรแมนติกที่สุดของเทลอาวีฟ" ได้อย่างมีเอกลักษณ์จนหาที่เปรียบยากในเมืองนี้ ถ้าภาพทริปในหัวคุณคือเดินเล่นในตรอก Neve Tzedek ตอนเช้า แวะคาเฟ่บูทีคบนถนน Shabazi ดูการแสดงที่ Suzanne Dellal ตอนเย็น แล้วกลับมาแช่รูฟท็อปพูลจิบไวน์ชมพระอาทิตย์ตกเหนือทะเลเมดิเตอร์เรเนียน — ที่นี่คือตัวเลือกที่ลงตัวสุด ๆ และยากจะหาประสบการณ์แบบเดียวกันได้ที่อื่น แต่ถ้าคุณคาดหวังโรงแรม 5 ดาวแบบครบเครื่องที่มีสปา ฟิตเนส และร้านอาหารใหญ่ในตัว ขนาดบูทีค 11 ห้องของที่นี่อาจรู้สึกจำกัดเกินไป โดยรวมเราให้ 9.3/10 เหมาะที่สุดสำหรับคู่รัก ฮันนีมูน และสายลักชูรีที่ให้ค่ากับเรื่องราวของตึก งานดีไซน์มีรสนิยม และบรรยากาศย่านมากกว่าขนาดล็อบบี้กับจำนวนสิ่งอำนวยความสะดวก
คะแนนแยกหมวด
ประเมินโดยทีม editorial จากการตรวจสอบข้อมูลและรีวิวจริง
คำตัดสินจริงใจ — ข้อดี & ข้อที่ควรรู้ก่อนจอง
- ตึก landmark ปี 1913 ผลงานสถาปนิกผู้บุกเบิกเทลอาวีฟ Yehuda Magidovitch บูรณะใหม่โดยสตูดิโอ Pitsou Kedem ระดับท็อปของอิสราเอลร่วมกับ Baranowitz Amit เก็บระเบียงเหล็กดัด พื้นลายดอก และโครงตึกเดิมไว้ พร้อมเติมหินอ่อน ไม้โอ๊ก และทองเหลืองสไตล์ฝรั่งเศส
- ทำเลใจกลาง Neve Tzedek ย่านที่โรแมนติกที่สุดของเทลอาวีฟ เดินถึง Suzanne Dellal Center 3 นาที หาด Banana Beach 12 นาที ตลาด Carmel 10 นาที และอยู่บนถนน Shabazi ที่มีคาเฟ่บูทีคและร้านดีไซเนอร์อิสราเอลให้แวะเดินเล่นตลอดทาง
- รูฟท็อปพูลและบาร์ที่มองเห็นหลังคากระเบื้องของ Neve Tzedek ทอดยาวไปจนถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน — มุมจิบไวน์ยามพระอาทิตย์ตกที่รีวิวยกให้สวยที่สุดมุมหนึ่งของเมือง
- บูทีคแค่ 11 ห้องจริง ๆ บริการพนักงานจึงรู้จักแขกแบบเรียกชื่อได้ รีวิวจำนวนมากชมตรงกันว่าใส่ใจรายละเอียดเหมือนพักในบ้านของเพื่อน อาหารเช้าเสิร์ฟแบบ a la carte ส่วนตัวไม่ใช่บุฟเฟ่ต์ทั่วไป
- ทุกห้องเป็นงานออกแบบเฉพาะตัว มีงานศิลปะของศิลปินอิสราเอลร่วมสมัย ห้องน้ำหินอ่อน Carrara ผ้าปูเตียงทอฝรั่งเศส และของใช้แบรนด์ Aēsop ครบ ห้อง Penthouse มีระเบียงส่วนตัวมองเห็นทะเล
- เพราะเป็นตึกประวัติศาสตร์ปี 1913 ห้องส่วนใหญ่จึงไม่ได้กว้างขวางแบบโรงแรมใหม่ ๆ ห้อง Classic บางห้องอาจรู้สึกแน่นถ้าเอากระเป๋าใบใหญ่มาสองใบ คนที่หวังห้องสวีตขนาดบ้านอาจต้องอัปเกรดเป็น Penthouse
- ราคาเริ่มต้น ฿16,500/คืนถือว่าสูงเมื่อเทียบกับเทลอาวีฟทั่วไป และไม่มีสปา ฟิตเนส หรือร้านอาหารใหญ่ในตัวโรงแรมแบบ 5 ดาวเชน คนที่อยากใช้เวลาในโรงแรมทั้งวันอาจรู้สึกสิ่งอำนวยความสะดวกในตัวจำกัด
- Neve Tzedek เป็นย่านเก่าตรอกแคบ ๆ ที่รถใหญ่เข้าลำบาก แท็กซี่ต้องจอดปากซอย และที่จอดรถสาธารณะรอบ ๆ หายากในวันธรรมดา คนที่เช่ารถมาเองต้องวางแผนเรื่องจอดให้ดี
เหมาะกับใคร
Match Score ตามไลฟ์สไตล์การเดินทาง
สิ่งอำนวยความสะดวก
ทำเล & สถานที่ใกล้เคียง
กิจกรรมน่าทำใกล้ Tel Aviv
ทัวร์รายวัน ตั๋วเข้าชม และกิจกรรมรอบ Tel Aviv — จองล่วงหน้าบน Klook รับ e-ticket ในมือถือ
ดูกิจกรรมใน Tel Avivลิงก์พันธมิตร — เราอาจได้ค่าคอมมิชชั่นโดยคุณไม่จ่ายเพิ่ม
เคล็ดลับจากทีมรีวิว
- ขอห้อง Penthouse หรือห้องชั้นบนสุดถ้างบไหว เพราะได้ระเบียงส่วนตัวมองเห็นทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแบบไร้สิ่งบดบัง เหมาะกับมื้อเช้าส่วนตัวรับลมทะเล
- ขึ้นไปรูฟท็อปพูลและบาร์ช่วงพระอาทิตย์ตก (ประมาณ 17:30–19:00 ขึ้นกับฤดู) เพื่อชมแสงสีทองทาบหลังคา Neve Tzedek ทอดยาวสู่ทะเล — มุมถ่ายรูปและจิบไวน์ที่ฟินสุดของโรงแรม
- ทักทาย concierge แต่เนิ่น ๆ และขอจอง Suzanne Dellal Center หรือร้านอาหาร tasting menu ฮอตอย่าง OCD หรือ Aria ไว้ล่วงหน้า เพราะที่นั่งย่านนี้เต็มเร็วในวันสุดสัปดาห์