The Dolder Grand
โดยทีม TopOfHotel
The Dolder Grand คือ การได้พักในปราสาทบนเขาเหนือซูริก พร้อมสปาใหญ่ที่สุดในยุโรปกลางและมื้อค่ำ 2 ดาวมิชลิน — เด่นที่ทำเลธรรมชาติและความครบเครื่องระดับรีสอร์ตหรู มากกว่าความสะดวกแบบโรงแรมใจกลางเมือง
The Dolder Grand คือ การได้พักในปราสาทบนเขาเหนือซูริก พร้อมสปาใหญ่ที่สุดในยุโรปกลางและมื้อค่ำ 2 ดาวมิชลิน — เด่นที่ทำเลธรรมชาติและความครบเครื่องระดับรีสอร์ตหรู มากกว่าความสะดวกแบบโรงแรมใจกลางเมือง
รีวิวเชิงลึก
ปราสาทบนเขาที่มองลงมาเห็นทั้งเมืองและทะเลสาบ
ลองนึกภาพรถวิ่งขึ้นเขาออกจากใจกลางซูริกไม่กี่นาที จากตึกสูงและร้านนาฬิกาบนถนน Bahnhofstrasse ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นต้นไม้สูง อากาศเริ่มเย็นลง แล้วโผล่มาเจอตึกหลังคาแหลมยื่นขึ้นฟ้าแบบปราสาทเทพนิยายตั้งอยู่กลางป่าบนยอดเขา Adlisberg ที่ความสูงราว 600 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล — นั่นแหละคือ The Dolder Grand รีสอร์ตหรูที่อยู่คู่เมืองซูริกมาตั้งแต่ปี 1899 ตอนนั้นเปิดในชื่อ Curhaus ในยุคทอง Belle Époque สำหรับชนชั้นสูงยุโรปที่อยากหนีเมืองมาพักผ่อนแบบรีสอร์ตบนเขา ตัวอาคารหลักยังคงเค้าโครงแบบปราสาทเดิมไว้ครบ ทั้งหลังคาทรงสูง หอคอย และระเบียงไม้สลักลายละเอียด พอเดินเข้าไปก็เจอล็อบบี้ที่เพดานสูงเปิดโล่ง ผนังหินอ่อนสีอ่อนตัดกับเฟอร์นิเจอร์โมเดิร์น ผลงานของสถาปนิกรางวัล Pritzker ระดับโลก Norman Foster ที่เข้ามาบูรณะและออกแบบปีกใหม่ทั้งหมด เปิดให้บริการในรูปโฉมปัจจุบันเมื่อปี 2008 จุดที่ทำให้หลายคนพูดถึงตั้งแต่ก้าวแรกคือเสน่ห์ของการได้พักในตึกที่ผสมประวัติศาสตร์กับงานดีไซน์โมเดิร์นอย่างกลมกลืน และมุมไหนก็มองออกไปเห็นวิวเมืองซูริกทอดยาวไปจรดทะเลสาบเบื้องล่าง วันที่อากาศดียังเห็นเทือกเขาแอลป์เป็นฉากหลัง บรรยากาศโดยรวมจึงต่างจากโรงแรมในเมืองทั่วไปอย่างชัดเจน รู้สึกเหมือนได้พักผ่อนในรีสอร์ตภูเขาแต่อยู่แค่ 15 นาทีจากใจกลางเมือง
ห้องพัก 175 ห้องและคอลเลกชันศิลปะที่กลายเป็นจุดเดิน
โรงแรมมีห้องและสวีตรวม 175 หลัง กระจายอยู่ทั้งในตึก Curhaus ดั้งเดิมและในปีกใหม่ที่ Foster ออกแบบ แต่ละห้องตกแต่งด้วยโทนอบอุ่นแบบสวิสร่วมสมัย วัสดุไม้ธรรมชาติ หินอ่อน และผ้าหนานุ่ม เน้นความสบายตามากกว่าโชว์ความหรูจัดเต็ม หน้าต่างบานใหญ่เปิดรับแสงและวิวธรรมชาติ ห้องที่ดีที่สุดคือฝั่งที่หันออกเมืองและทะเลสาบ (City & Lake View) ตื่นเช้ามาเห็นหมอกบาง ๆ ลอยเหนือทะเลสาบซูริก ส่วนห้องอีกฝั่งหันเข้าป่าและสนามกอล์ฟให้บรรยากาศเงียบสงบเหมือนพักรีสอร์ตในป่า บางสวีทมีบัลโคนีส่วนตัวและเตาผิงสำหรับคืนหน้าหนาว สิ่งที่กลายเป็นเอกลักษณ์จริง ๆ ของที่นี่คือ คอลเลกชันงานศิลปะร่วมสมัย กว่า 100 ชิ้นที่กระจายอยู่ทั่วโรงแรม ตั้งแต่ทางเดิน ล็อบบี้ ห้องอาหาร ไปจนถึงในห้องพัก รวบรวมผลงานจากศิลปินระดับโลก Andy Warhol, Salvador Dalí, Joan Miró, Fernando Botero, Camille Pissarro, Sylvie Fleury ไปจนถึง Damien Hirst เดินไปไหนในโรงแรมเหมือนเดินอยู่ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะส่วนตัว รีวิวหลายเสียงบอกว่าใช้เวลาเป็นชั่วโมงเดินดูงานเหล่านี้ก่อนนอน ทำให้การพักที่นี่ไม่ใช่แค่นอนหรู ๆ แต่เป็นประสบการณ์ทางศิลปะไปในตัว
สปา 4,000 ตร.ม. และมื้อค่ำ 2 ดาวมิชลิน
หัวใจของการพักที่ The Dolder Grand อยู่ที่ สปา ขนาดราว 4,000 ตารางเมตร (ประมาณ 43,000 ตร.ฟุต) ที่ได้รับการพูดถึงว่าเป็นหนึ่งในสปาโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปกลาง พื้นที่กว้างขวาง 4 ชั้นแบ่งโซนชัดเจน มีทั้งสระว่ายน้ำในร่ม สระกลางแจ้งที่ลงไปแช่แล้วมองออกไปเห็นเมืองและทะเลสาบเต็มตา ซาวน่าหลายแบบ ห้อง hammam หินอุ่น โซนน้ำแร่ ห้องทรีตเมนต์ 18 ห้องและสตูดิโอเอกชน ไปจนถึงมุมพักผ่อนเอนตัวจิบชาเงียบ ๆ รีวิวจำนวนมากใช้คำว่า "หลุดออกจากโลก" ตอนอยู่ในนี้ บางคนจองมาแค่เพื่อใช้สปาวันเดียวก็มี ด้านอาหารก็ไม่น้อยหน้า ห้องอาหาร The Restaurant ระดับ 2 ดาวมิชลินของเชฟ Heiko Nieder คือไฮไลต์ที่หลายคนตั้งใจจองมาเพื่อมื้อนี้โดยเฉพาะ เสิร์ฟอาหารร่วมสมัยแบบ tasting menu ในห้องโทนเทาอบอุ่น พร้อมไวน์เพียริ่งระดับโลก ใกล้ ๆ กันมีห้องอาหาร Saltz ที่ออกแบบโดยศิลปิน Rolf Sachs เสิร์ฟอาหารยุโรปและสวิสในบรรยากาศสบาย ๆ และบาร์ Canvas ที่เปิดรับวิวเมืองทั้งหน้าต่าง เหมาะจิบค็อกเทลก่อนหรือหลังมื้อค่ำ ส่วนคนชอบกอล์ฟก็มีสนาม 9 หลุมข้างโรงแรม สนามเทนนิส และเส้นทางเดินป่าผ่านป่าโดยรอบ ครบเครื่องระดับรีสอร์ตจริง ๆ
ข้อที่อยากให้รู้ก่อนจอง
พูดกันตรง ๆ เพื่อช่วยตัดสินใจ ข้อแรกที่ต้องคิดให้ดีคือ ทำเลบนเขา แม้จะวิวสวยและบรรยากาศเงียบสงบ แต่อยู่ห่างจากใจกลางเมืองซูริกพอตัว เดินลงไป Bahnhofstrasse หรือเมืองเก่าไม่ได้ ต้องนั่งรถราง Dolderbahn ลงไปสถานี Römerhof แล้วต่อรถรางอีกทอด หรือใช้บริการรถของโรงแรม ใช้เวลารวมราว 20-25 นาทีต่อเที่ยว ถ้าตั้งใจมาเที่ยวเมืองและช้อปปิ้งทุกวันอาจรู้สึกเสียเวลาเดินทาง — แนะนำให้เลือกที่นี่ถ้าตั้งใจมาพักผ่อนเป็นหลัก เข้าเมืองเป็นครั้งคราว ข้อสองคือ ราคา อยู่ในระดับสูงมากตามมาตรฐานสวิส เริ่มต้นราว ฿38,000/คืน และค่ามื้ออาหารในโรงแรม สปาทรีตเมนต์ บาร์ค็อกเทล ก็อยู่ในระดับพรีเมียม บางรีวิวรู้สึกว่าค่าใช้จ่ายปลีกย่อยบวกเพิ่มเร็วเกินคาด เผื่องบให้พอ ข้อสามที่บางรีวิวสะท้อนคือ ความไม่สม่ำเสมอของห้อง เพราะตึก Curhaus ดั้งเดิมถูกดัดแปลงจากอาคารเก่า ห้องบางส่วนจึงมีเลย์เอาต์และขนาดไม่เท่ากัน บางห้องเล็กกว่าที่คาดสำหรับราคาระดับนี้ ถ้าอยากได้ห้องโมเดิร์นกว้าง ๆ ควรเลือกฝั่งปีกใหม่ที่ Foster ออกแบบ และเช็กประเภทห้องตอนจองให้ชัด สุดท้ายคือถ้ามาหน้าหนาวควรเช็กว่าสระกลางแจ้งและกิจกรรมนอกอาคารบางอย่างเปิดให้บริการครบไหม
สรุปจากทีมเรา
จากที่ทีมเรารวบรวมรีวิวจริงและข้อมูลโรงแรมมา The Dolder Grand คือโรงแรมที่เหมาะที่สุดสำหรับ คู่รัก ฮันนีมูน และสายลักชัวรี ที่อยากหลีกความวุ่นวายของเมือง พักผ่อนในบรรยากาศรีสอร์ตบนเขาแบบครบเครื่อง ทั้งสปาขนาดมหึมา มื้อค่ำมิชลิน คอลเลกชันศิลปะระดับโลก และวิวเมือง+ทะเลสาบที่หาไม่ได้จากโรงแรมในเมือง ถ้าภาพทริปในหัวคุณคือตื่นมาแช่สระมองวิว ไปสปาช่วงบ่าย แล้วปิดท้ายด้วยมื้อค่ำที่ The Restaurant ที่นี่คือตัวเลือกที่ลงตัวสุด ๆ และจะเป็นความทรงจำที่จดจำไปนาน แต่ถ้าคุณตั้งใจมาเที่ยวเมืองซูริก ช้อปบน Bahnhofstrasse และเดินเมืองเก่าเป็นหลัก ทำเลที่อยู่บนเขาอาจทำให้เสียเวลาเดินทางและไม่คุ้มกับราคาที่จ่าย โดยรวมเราให้ 9.3/10 เหมาะที่สุดสำหรับคนที่มองหารีสอร์ตหรูพร้อมประสบการณ์ครบในที่เดียว มากกว่าโรงแรมใจกลางเมืองทั่วไป
คะแนนแยกหมวด
ประเมินโดยทีม editorial จากการตรวจสอบข้อมูลและรีวิวจริง
คำตัดสินจริงใจ — ข้อดี & ข้อที่ควรรู้ก่อนจอง
- ทำเลบนเขา Adlisberg สูง 600 เมตร ล้อมด้วยป่าและสนามกอล์ฟ มองลงมาเห็นเมืองซูริก ทะเลสาบ และเทือกเขาแอลป์ในวันที่อากาศดี — บรรยากาศเงียบสงบหลุดจากความวุ่นวายของเมือง
- สปา 4,000 ตารางเมตร 4 ชั้น มีสระในร่ม สระกลางแจ้งวิวเมือง ซาวน่าหลายแบบ ห้องทรีตเมนต์ 18 ห้อง และโซน hammam — รีวิวยกให้เป็นจุดเด่นอันดับหนึ่ง
- ห้องอาหาร The Restaurant ระดับ 2 ดาวมิชลินของเชฟ Heiko Nieder + ห้องอาหาร Saltz ที่ออกแบบโดย Rolf Sachs และคอลเลกชันงานศิลปะร่วมสมัยกว่า 100 ชิ้นจากศิลปินระดับโลกอย่าง Warhol, Dalí, Miró, Botero กระจายอยู่ทั่วโรงแรม
- ตัวอาคาร Curhaus ยุค Belle Époque ปี 1899 รีโนเวตและต่อเติมโดยสถาปนิกรางวัล Pritzker Norman Foster เปิดใหม่ปี 2008 — ส่วนผสมระหว่างปราสาทเก่ากับงานดีไซน์โมเดิร์น
- บริการพนักงานระดับสูง บัตเลอร์สำหรับสวีต บริการรถรับส่งเข้าเมือง สนามกอล์ฟ 9 หลุมและสนามเทนนิสติดโรงแรม สำหรับคนที่อยากใช้เวลาในรีสอร์ตทั้งวันก็ครบในที่เดียว
- ทำเลบนเขา Adlisberg ไกลใจกลางเมืองพอตัว — ต้องนั่งรถ Dolderbahn หรือแท็กซี่เข้าเมืองทุกครั้ง ถ้าตั้งใจมาเที่ยว Bahnhofstrasse หรือเมืองเก่าทุกวันจะรู้สึกเสียเวลาเดินทาง
- ราคาสูงมาก เริ่มต้นราว ฿38,000/คืน และค่าอาหาร-สปา-บาร์ก็อยู่ในระดับพรีเมียมตามมาตรฐานสวิส บางรีวิวรู้สึกว่าค่าใช้จ่ายในโรงแรมบวกเพิ่มเร็วเกินคาด
- บางห้องในตึก Curhaus ดั้งเดิมขนาดและเลย์เอาต์ไม่สม่ำเสมอ เพราะดัดแปลงจากอาคารเก่า — ถ้าอยากได้ห้องโมเดิร์นโล่ง ๆ ควรเลือกฝั่งปีกใหม่ที่ Foster ออกแบบ และเช็กประเภทห้องตอนจองให้ชัด
เหมาะกับใคร
Match Score ตามไลฟ์สไตล์การเดินทาง
สิ่งอำนวยความสะดวก
ทำเล & สถานที่ใกล้เคียง
กิจกรรมน่าทำใกล้ Zurich
ทัวร์รายวัน ตั๋วเข้าชม และกิจกรรมรอบ Zurich — จองล่วงหน้าบน Klook รับ e-ticket ในมือถือ
ดูกิจกรรมใน Zurichลิงก์พันธมิตร — เราอาจได้ค่าคอมมิชชั่นโดยคุณไม่จ่ายเพิ่ม
เคล็ดลับจากทีมรีวิว
- ขอห้องฝั่งหันออกทะเลสาบและเมือง (City & Lake View) — วิวพระอาทิตย์ตกหลังเทือกเขาแอลป์จากระเบียงคือไฮไลต์ที่หลายรีวิวบอกว่า "คุ้มทุกบาท"
- เข้าสปาตั้งแต่บ่าย ใช้พื้นที่ 4,000 ตร.ม. ให้คุ้ม — สระ ซาวน่า hammam และโซนพักผ่อน รวมอยู่ในค่าห้องอยู่แล้ว ไม่ต้องเสียเพิ่มถ้าไม่ทรีตเมนต์
- ถ้าจะกินที่ The Restaurant 2 ดาวมิชลิน ต้องจองล่วงหน้าหลายสัปดาห์ โดยเฉพาะวันศุกร์-เสาร์ และเช็กว่าโรงแรมเปิดให้แขกชั้นในจองก่อนได้ไหม